ศาลเจ้าแสงธรรม

เป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ แต่ชาวบ้านให้ความนับถือมากมาย ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้มีหลายชื่อเรียกด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าเต่งก้องต๋อง หรือศาลเจ้าซิงเจียกอง หรืออ๊ามเตงก่องต๋อง ที่นี่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2434 โดยหลวงอำนาจนรารักษ์ (ดันด้วด) เพื่อเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าจีนที่สายตระกูลนับถือมาแต่เดิม ทั้งนี้ ศาลเจ้าแสงธรรมนั้นได้รับการออกแบบสถาปัตยกรรมตามวัฒนธรรมจีน

คอคอดกระ หรือ กิ่วกระ

อคอดกระ หรือ กิ่วกระ เป็นส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู บริเวณแม่น้ำกระบุรี ซึ่งเป็นแนวกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับพม่า ด้วยระยะทางเพียง 100 เมตรเท่านั้น ชาวบ้านทั้งสองฝั่งจึงใช้แม่น้ำนี้เป็นเส้นทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก บริเวณคอคอดกระมีระยะทางจากฝั่งทะเลตะวันตกจรดฝั่งตะวันออกกว้างประมาณ 50 กิโลเมตร โดยมีส่วนที่อยู่ในไทยในฝั่งตะวันออก

พระธาตุจอมแว่

ชมความเก่าแก่ของอารามที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพญางำเมือง ซึ่งเป็นเจ้าเมืองภูกามยาว หรือจังหวัดพะเยาในปัจจุบัน ซึ่งมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ในปี พ.ศ.1837 พญางำเมืองได้เสด็จขึ้นไปบนดอยซางคำ ซึ่งในปัจจุบันคือ ดอยจอมแว่ เพื่อทอดพระเนตรว่าประชาชนของพระองค์อยู่บริเวณใดกันบ้าง หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับไปเมืองภูกามยาวได้ประมาณ4เดือน

ชาญ อิสสระ รีสอร์ท

ได้รับการตกแต่งให้เป็นเหมือนบ้านในสไตล์อิงลิชคันทรี 40 ห้อง ความสะดวกสบายในรีสอร์ท เปรียบเทียบได้กับ Bed and Breakfast Style / English Country Inn อิ่มอร่อยทุกมื้อบนภัตตาคารเนินผา พรั่งพร้อมด้วยกิจกรรมให้เลือกสรร เช่น สระว่ายน้ำ ห้องอบไอน้ำ ขี่จักรยานบน บนภูเขา นั่งรถม้า ขี่ม้า หรือเดินเล่นขึ้นเขาในสวนสองข้างทาง ของรีสอร์ท จำนวนห้องพัก : 40 เวลาเช็คอิน : 12:00 AM เวลาเช็คเอ๊าท์ : 12:00 AM

ท่าอากาศยานขอนแก่น

ท่าอากาศยานขอนแก่น หรือ สนามบินขอนแก่น สนามบินตั้งอยู่ในตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกประมาณ 8 กิโลเมตร อาคารที่ทำการห่างจากทางหลวงแผ่นดินสาย 12 (ขอนแก่น – เลย) 2 กิโลเมตร วัดทางตรงจากกรุงเทพฯ มาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 200 นอตติคอลไมล์ (ประมาณ 364 กิโลเมตร)

ถ้ำหาดทรายแก้ว

ถึงเป็นถ้ำขนาดเล็กที่อยู่ในแนวเดียวกับถ้ำเพชรโพธิ์ทอง แต่ถ้ำหาดทรายแก้วกลับมีไฮไลต์พิเศษตรงที่ หินย้อยรูปหอยสังข์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้นำเสนอไอเดียสร้างสรรค์จัดงานแต่งงานบริเวณนี้เพื่อรอรับน้ำสังข์ที่จะหยดลงมาจากปลายหอยสังข์กันเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ภายในถ้ำยังละลานตาด้วยหินงอกหินย้อยชวน จินตนาการ เช่น หินรูปมด หินรูปเต่าห้อยหัว เป็นต้น ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้สบายๆ เนื่องจาก บรรยากาศภายในถ้ำนั้นมีอากาศหมุนเวียนตลอด ทำให้รู้สึกโปร่งสบายไม่อึดอัด นอกจากนี้ตัวถ้ำยังมีหน้าผาสูงประมาณ 25 เมตร จึงเหมาะสำหรับการจัดกิจกรรม โรยตัวจากหน้าผาที่มีนักผจญภัยมากมายเดินทางเข้ามาวัดใจกับความสูง และความเสียวของถ้ำหาดทรายแก้วกันอยู่เสมอท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม และเงียบสงบ

ตลาดท่าเสด็จ

“ตลาดท่าเสด็จ” “ตลาดท่าเรือ” หรือ“ตลาดอินโดจีน” ไม่ว่าจะชื่อไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกขานของตลาดขนาดใหญ่ริมแม่น้ำโขงในเขตเทศบาลเมืองหนองคายเหมือนกันซึ่งที่มาของชื่อตลาดก็ตั้งกันตามลักษณะของตลาดนี่แหละครับ อย่างชื่อแรกที่เรียกกันว่า “ตลาดอินโดจีน” ก็เป็นเพราะ ตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมสินค้าจากหลากหลายประเทศในแถบอินโดจีนไม่ว่าจะเป็นไทยลาว เวียดนาม จีนฯลฯส่วนที่มาของอีกสองชื่อก็เริ่มมาจาก ในอดีตก่อนที่จะมีการสร้างสะพานมิตรภาพไทย– ลาวท่าเรือของตลาดสินค้าอินโดจีนริมแม่น้ำโขงแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นจุดผ่านแดนถาวรสำหรับผู้ที่ต้องการจะเดินทางไป

ตลาดท่านา

ด้วยความหลากหลายในร้านค้าและของขาย จึงทำให้ ‘ตลาดท่านา’ เป็นอีกตลาดที่ใครไปแล้วก็ต้องอยากไปอีก ความโดดเด่นที่แตกต่างคือ เป็นตลาดสดเก่าแก่อายุกว่า 140 ปี ที่อยู่เคียงคู่วิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำนครชัยศรี ปัจจุบันยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิตการค้าขายดั้งเดิมของชุมชนไว้ได้ รวมถึงยังมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่และหาดูได้ยาก เช่น อาคารตึกแถวไม้อายุกว่า 90 ปี ที่อยู่รอบตัวตลาดสด ใครชอบเที่ยวไปชิมไปหากมาตลาดท่านาไม่ผิดหวังแน่ เพราะเป็นแหล่งร้านอาหารริมน้ำ ที่มีเมนูแสนอร่อยให้เลือกลิ้มลอง พร้อมชมธรรมชาติแบบเพลินๆ และมีย่านจำหน่ายของกินมากมาย เช่น เป็ดพะโล้ ขนมปังเย็น ปลากริมไข่เต่า บัวลอย รวมถึงผลไม้ท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่าง ส้มโอนครชัยศรี มะพร้าว รวมถึงร้านขายของโบราณที่นักสะสมไม่ควรพลาด ก่อนกลับต้องแวะไปกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลอาม่า ซึ่งตั้งอยู่ในตลาดด้วย ถ้ามีเวลาพออาจไปสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงก็น่าสนใจ เช่น วัดบางพระ ซึ่งมีพระดังอย่างหลวงพ่อเปิ่น ไปกราบหลวงพ่อบุญที่วัดกลางบางแก้ว หรือจะแวะไปตลาดต้นสนที่เป็นตลาดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งก็ยังได้

โรงละครแห่งชาติ

โรงละครแห่งนี้เปรียบได้กับสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ว่า ศิลปินโขน ละคร ฟ้อนรำ และนักดนตรี จะต้องมีการแสดงออกซึ่งศิลปะให้เข้าถึงผู้ดูและผู้ฟัง ศิลปินจึงจำเป็นต้องมีสถานที่ แสดงหรือโรงมหรสพ นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับบรรดามิตรประเทศ อันเป็นรากฐานที่จะส่งเสริมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศต่อไป ต่อมาในปีพ.ศ. 2475 กรมศิลปากรได้รับโอนกิจการโขน ละครและดนตรีจากสำนักพระราชวังมาดำเนินการ จึงได้ทำการปรับปรุงหอประชุม กรมศิลปากรในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้เป็นโรงละครแห่งชาติ ชั่วคราว และปีพ.ศ. 2504 กรมศิลปากรได้รับงบประมาณก่อสร้างโรงละครแห่งชาติอย่างถาวร ดำเนินการเสร็จสิ้นในปีงบประมาณ 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรการแสดง นาฏศิลป์ไทยในวโรกาสพิธีเปิดโรงละครแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2508 นับเป็นปฐมฤกษ์ของการดำเนินกิจการโรงละครแห่งชาติเป็นต้นมา

เขาเจ้าแม่ทับทิมทอง

สักการะเจ้าแม่ทับทิมทองภายในศาลที่ตั้งอยู่บนยอดเขาซึ่งว่ากันว่าเป็นจุดชมทัศนียภาพเหนืออำเภอปราณบุรีที่สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เพราะจากจุดนี้คุณจะได้ดื่มด่ำวิวธรรมชาติของปากน้ำปราณ ชุมชนประมงพื้นบ้าน และป่าชายเลนสีเขียวอุดมสมบูรณ์ที่กระจุกตัวอยู่ในบริเวณนี้ และหากวันใดฟ้าใสแจ่มกระจ่าง ยังสามารถมองไปไกลถึงเขาสามร้อยยอดเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน เจ้าแม่ทับทิมทองก็เป็นองค์เทพที่ชาวบ้านละแวกนี้ให้ความเคารพนับถือ โดยมีตำนานเล่าว่าในอดีตราว 200 ปีมาแล้ว มีชายชาวจีน คนหนึ่งโล้สำเภามาถึงประเทศไทย เพื่อตามหาลายแทงสมบัติของเจ้าแม่ทับทิมทอง เมื่อมาถึงบริเวณนี้ เขาได้ตามลายแทงไปถึงบนยอดเขาแล้วพบไหใส่เงินจำนวน 2 ใบ จึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมทองบนยอดเขา และกลายเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไปมาจนทุกวันนี้