“กรมแพทย์แผนไทย”ยังไม่รับรอง”หมอแสง”เป็นหมอพื้นบ้าน

กรมแพทย์แผนไทย แจง ยังไม่รับรอง “หมอแสง” เป็นหมอพื้นบ้าน ย้ำหากขึ้นทะเบียนหมอพื้นบ้านแล้วห้ามค้าขายเชิงพาณิชย์ ชี้ “ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้” มีในตำรับยารักษามะเร็ง แต่ไม่ใช่ทุกตัว เมื่อวันที่ 5 ก.พ. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีการรับรองนายแสงชัย แหเลิศตระกูล เป็นแพทย์พื้นบ้าน ว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2560 นายแสงชัยทำหนังสือมาถึงตน

เพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน โดยมีการประเมินความเชี่ยวชาญตนเอง อาทิ 1.ความเชี่ยวชาญยาสั่ง ความเชี่ยวชาญการรักษาฝีในตับ และอื่นๆ เป็นต้น จึงมอบหมายกองแพทย์พื้นบ้านไปตรวจสอบ พบว่าเข้าข่ายเห็นควรเป็นหมอพื้นบ้าน แต่เอกสารต่างๆ ยังไม่ครบ จึงได้ออกหนังสือเมื่อวันที่ 29 ม.ค. เพื่อขอเอกสารเพิ่มเติม 2 ชิ้นคือหนังสือรับรองจากประชาชนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 คน และหนังสือรับรองจากองค์การปกครองส่วนตำบล หากส่งมาแล้วจึงจะพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เอกสารส่งมาแล้ว แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการรับรองนายแสงชัยเป็นหมอพื้นบ้านแต่อย่างใด

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า หมอพื้นบ้านคือบุคลลที่มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมสุขภาพและดูแลสุขภาพของคนในท้องถิ่นด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี สืบทอดกันมา และได้รับการรับรองจากประชาชในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 คน และได้รับการรับรองจากองค์การปกครองส่วนตำบล การเป็นหมอพื้นบ้านเป็นการยกย่องบุคคล ทั้งนี้ การเป็นหมอพื้นบ้านจะอนุญาตให้รักษาได้เฉพาะความเชี่ยวชาญของตัวเอง แต่ไม่สามารถทำคลินิกปฏิบัติหรือทำเวชปฏิบัติเหมือนแพทย์ทั่วไปได้ และไม่อนุญาตให้ดำเนินการในเชิงพาณิชย์ หากทำเชิงพาณิชย์ก็จะมีการถอนใบรับรอง ส่วนการยาต่างๆ ที่จะนำมารักษาก็ต้องขึ้นทะเบียนยากับสำนักงานคณะกรรมการอาและยา (อย.) ซึ่งจะต้องมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของตัวยานั้นๆ อีก

“ในหนังสือขอเอกสารใช้คำว่า “เห็นควร” ทุกคนก็เข้าใจความหมายก็หมายถึง “เห็นควรได้รับ” หรือ “ควรจะ” แต่ถ้ารับรองก็จะใช้คำว่า “หนังสือฉบับนี้ให้ไว้เพื่อรับรองว่า…เป็นหมอพื้นบ้าน” เป็นต้น และหากมีการรับรองเป็นหมอพื้นบ้านแล้วก็เป็นเพียงการรับรองพฤติกรรม ไม่ได้รับรองตัวยาว่าได้ผลหรือไมได้ผล” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว และว่า สำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะเริ่มต้นขอให้รักษาที่แพทย์แผนปัจจุบันก่อน ซึ่งสามารถรักษาได้ ส่วนระยะท้ายๆ ที่อาจจะไม่มีความหวังอาจจะใช้การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับการใช้สมุนไพรได้

นางเสาวนีย์ กุลสมบูรณ์ ผอ.กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้านไทย กล่าวว่า ทางกรมไดมีการรวบรวมสมุนไพรที่มีการใช้ในตำรับยารักษามะเร็ง พบว่าข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ก็อยู่ในนั้นด้วย มีหลายตำรับ แต่ไม่ได้อยู่ในทุกตำรับที่เอามาปรุงเป็นยามะเร็ง ขีดเส้นใช้ไว้เลยว่าหมอพื้นบ้านจะมีตำรับยาไม่เหมือนกัน มะเร็งเต้านมก็ประกอบด้วยสมุนไพรต่างชนิดกัน

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า  การพิจารณารับรองหมอพื้นบ้านมีหลักเกณฑ์ 8 ข้อ คือ 1.มีผู้มารับบริการสม่ำเสมอและต่อนเองเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ดูแลสุขภาพในชุมชน หรืออยู่ ณ ที่ตั้ง ไม่เร่ขายยา ไม่ดำเนินการในรูปแบบสถานพยาบาล 2. สืบทอดความรู้จากบรรพบุรุษหรือองค์ความรู้จากท้องถิ่น 3.มีความสามารถในการบำบัดโรค 4.ไม่หวงวิชา 5.มีการถ่ายทอดความรู้ 6.ไม่เรียกร้องค่ารักษาเกินควร ไม่โฆษณา ไม่ทำในเชิงพาณิชย์ 7.เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน และ8.มีคุณธรรม  โดยทั้งหมดต้องยึดหลักว่า เป็นการทำเพื่อคนในชุมชน ห้ามจำหน่ายเด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากทราบผลการออกฤทธิ์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติแล้วจะมีความร่วมมือศึกษาวิจัยเป็นยาต่อหรือไม่ นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ ต้องรอผลจากสถาบันมะเร็งในเดือนมี.ค.นี้ และจะมีการศึกษาวิจัยต่อเพื่อให้ชัดเจนว่า จะเป็นยา หรือเป็นยาบำรุง หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่าจะเหมาะสมกับมะเร็งชนิดใดด้วย

ด้าน ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผอ.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาตรวจสอบยาหมอแสงไม่พบว่าเป็นอันตราย แต่ก็ต้องศึกษาด้านอื่นๆ อีก ซึ่งที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลคนไข้มะเร็งที่ไปรับแคปซูบสูตรนายแสงชัย ช่วงธ.ค.2560 – ม.ค.2561 ทั้งหมด 1,200 คน ประเมินผลแล้ว 600 คน พบว่าร้อยละ 80 คนไข้มีความรู้สึกว่า ผลการรักษาดีขึ้น กินได้ นอนหลับมีแรง ทำงานได้ แต่กรณีนี้เป็นเพียงการสำรวจความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึก ในเรื่องของสารออกฤทธิ์จะต้องรอผลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews